ลองนึกภาพตามว่า ตัวคุณเองกำลังนั่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันประจำ แล้วพบว่าป้ายราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ข้อสงสัยแรกที่แวบเข้ามาในความคิดคงจะเป็น "ทำไมราคามันโหดร้ายขนาดนี้?" และเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า "น้ำมันดิบส่วนมากมาจากแถบยุโรป ไม่ได้มาจากตะวันออกกลาง" คำถามที่ตามมาก็คือ "แล้วถ้ายุโรปยังส่งออกได้ตามเดิม ทำไมราคาหน้าปั๊มถึงยังแพงขึ้นอีก?"
นี่คือประเด็นที่กำลังก้องอยู่ในใจประชาชนทั่วโลก รวมถึงในไอร์แลนด์ที่กำลังรับมือกับปัญหานี้อย่างสาหัส และข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "น้ำมัน" แต่มันคือ บทเรียนเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ผู้ประกอบการ และคนทำงานยุคนี้จำเป็นต้องตระหนักถึง เพราะมันสะท้อนระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อทุกการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณในอนาคต
ความเชื่อที่ผิดพลาด: "น้ำมันในประเทศ" ไม่ได้มีอยู่จริงในเศรษฐกิจโลก
หลายคนมีความเชื่อว่า หากประเทศของเราซื้อน้ำมันจากแหล่งใด ราคาก็ควรจะอ้างอิงตามแหล่งที่มานั้น คล้ายกับการที่เราซื้อพืชผลจากเกษตรกรในจังหวัดใกล้ๆ ราคาก็ไม่ควรจะกระเทือนถ้าเกิดภัยแล้งในอีกทวีปหนึ่ง
แต่นี่คือความเชื่อที่อันตรายที่สุด
ระบบค้าน้ำมันสากลไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันทำงานบนกลไกของ "ตลาดเดียวทั่วโลก" หรือที่เรียกว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับสากล หมายความว่า ไม่ว่าน้ำมันจะถูกสูบขึ้นมาจากทะเลเหนือ ทะเลทรายในตะวันออกกลาง หรือป่าฝนในอเมริกาใต้ ราคาของมันถูกกำหนดโดย ความต้องการซื้อและความต้องการขายรวมของทั้งโลก ไม่ใช่ในระดับท้องถิ่น
- เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: ถ้าโลกใบนี้คือถังน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน ไม่ว่าใครจะนำไปใช้จากมุมไหน ระดับน้ำในสระทั้งหมดก็จะลดลงเท่ากัน
- เมื่อเกิดวิกฤต: ดังนั้นถ้ามีใครบางคนปิดท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมกัน ทุกประเทศบนโลกก็จะได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ในปัจจุบัน
จุดยุทธศาสตร์ฮอร์มุซ - เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจพลังงานโลก
ก่อนเกิดความตึงเครียดครั้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ประมาณ หนึ่งในห้า ของน้ำมันโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงที่แคบที่สุดและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เมื่อช่องแคบนี้ถูกจำกัดการเข้าออกต่อเรือบรรทุกน้ำมัน หมายความว่าปริมาณน้ำมันในระบบลดฮวบ หนึ่งในห้า จากระบบ
และนี่คือจุดที่บางคนอาจคาดไม่ถึง - แม้ว่าไอร์แลนด์ (และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย) จะไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก แต่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย พึ่งพาเส้นทางนี้อย่างมหาศาล
เมื่อประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรับน้ำมันจากตะวันออกกลางได้ พวกเขาจะทำอย่างไร? ดูเพิ่มเติม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาจะออกไปหาซื้อจากที่อื่น และที่อื่นที่ว่านั้นก็คือทะเลเหนือในยุโรป ที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์เคยซื้อในราคาคุ้มค่ามาตลอด
ผลลัพธ์ก็คือ จู่ๆ ไอร์แลนด์ก็ต้องแข่งขันกับประเทศยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจในการประมูลน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้านตัวเอง และเมื่อมีผู้ซื้อมากขึ้นแต่ปริมาณน้ำมันเท่าเดิม ราคาก็ต้องพุ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันที่ใช้กันทั่วโลก ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
- แต่หลังจากเกิดการรบกวนในด้านอุปทานและสงครามที่ตึงเครียด ราคาก็ทะยานขึ้นไปกว่า หลักร้อยเหรียญ อย่างรวดเร็ว
ข้อคิดแรกของผู้ประกอบการ - "ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น" คือความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ที่สุด
สิ่งที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้จากสถานการณ์นี้คือ "ระบบซัพพลายเชน" หรือเครือข่ายการผลิตและจัดส่งสินค้าของคุณ ไม่ได้จบแค่ที่ผู้ขายที่คุณติดต่อโดยตรง
ถ้าคุณทำกิจการของกิน คุณอาจจะคิดว่าต้นทุนของคุณขึ้นอยู่กับค่าวัตถุดิบหน้าร้าน แต่ความจริงคือ ราคาผักทุกใบในจานของลูกค้า ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยจากอีกซีกโลก เพราะค่าลอจิสติกส์ ค่าบำรุงรักษา และการขนส่ง ทั้งหมดล้วนเป็นผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "จุดอ่อนที่มองไม่เห็น" ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ คุณอาจคิดว่าธุรกิจของคุณปลอดภัย เพราะคุณซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ แต่เมื่อเกิดวิกฤตในระดับโลก ผู้ผลิตในประเทศของคุณก็จะผลักภาระต้นทุนมาให้คุณอยู่ดี
- กฎเหล็กของธุรกิจ: ในโลกธุรกิจไร้พรมแดน ไม่มีธุรกิจไหน "อยู่คนเดียว" ได้อย่างแท้จริง
- ทุกธุรกิจคือส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ใหญ่กว่ามาก
- และสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก จะส่งคลื่นกระทบมาถึงคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดภาษีน้ำมันให้มากกว่านี้?
อีกหนึ่งประเด็นยอดฮิตคือ ในเมื่อกว่าครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันที่เราจ่ายเป็น ภาษีต่างๆ ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดภาระตรงนี้ให้หมด?
ในกรณีของไอร์แลนด์ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้ลดภาษีน้ำมันดีเซลลงรวม 32 เซนต์ต่อลิตร และน้ำมันเบนซินลง 27 เซนต์ต่อลิตร ซึ่งใช้งบประมาณรวมถึง 750 ล้านยูโร
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดมากกว่านี้ในเมื่อมีงบประมาณเกินดุลตั้งหลายพันล้านยูโร?
คำตอบคือ "ทรัพยากรทุกอย่างมีจำกัด" หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Opportunity Cost"
ถ้ารัฐบาลเอาเงินไปลดภาษีน้ำมันมากกว่านี้ ก็แปลว่าต้องดึงเงินมาจากที่อื่น เช่น การลดภาษีเงินได้ที่วางแผนไว้ในเดือนตุลาคม หรืองบรักษาพยาบาลและการศึกษา
นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเกินดุล 9.2 พันล้านยูโร ที่ดูเหมือนจะมหาศาล แท้จริงแล้วส่วนใหญ่มาจากภาษีบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่มีความไม่แน่นอนสูง ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปีหน้าจะยังมีรายได้แบบนี้อยู่อีก
- ข้อคิดด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการ: เมื่อคุณจัดการ Cash Flow ไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของบริษัท
- อย่าใช้จ่ายตามตัวเลขที่เห็นในบัญชี ณ ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
- ต้องคิดถึง "เสถียรภาพ" ของรายได้ด้วยว่ามันยั่งยืนแค่ไหน
- รายได้ที่มาจากลูกค้ารายใหญ่แค่รายเดียว ไม่ใช่รายได้ที่คุณควรนำไปวางแผนการใช้จ่ายระยะยาว
ผู้ประกอบการขายน้ำมันโก่งราคาจริงหรือ?
อีกหนึ่งประเด็นที่มักจะเป็นที่ถกเถียงในยามที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงคือ ข้อกล่าวหาที่ว่า ปั๊มน้ำมันแอบขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน
ในกรณีของไอร์แลนด์ ราคาน้ำมันดีเซลกระโดดจาก 1.70 ยูโรต่อลิตร ไปเป็น 2.30 ยูโรต่อลิตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความไม่พอใจและสมเหตุสมผลที่จะมีการตรวจสอบ
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไอร์แลนด์ได้เข้าไปสอบสวนแล้ว และผลการสอบสวนพบว่า ไม่มีหลักฐาน ที่บ่งชี้ว่าผู้ค้าปลีกฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้
การวิเคราะห์ราคาขายส่ง (ซึ่งเป็นราคาที่ปั๊มน้ำมันต้องจ่ายเอง) แสดงให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นของราคาขายส่งสอดคล้องกับราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊ม หมายความว่า ผู้ค้าปลีกแค่ ส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาให้ผู้บริโภคเท่านั้น
- หลักคิดในการบริหารวิกฤต: ในยามวิกฤต อย่ากระโดดเข้าไปกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล
- แต่จงเรียนรู้ที่จะ "ทำความเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงแทนการใช้เพียงอารมณ์" สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ ในช่วงที่ต้นทุนของคุณสูงขึ้น คุณมีสิทธิ์ปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
- แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การชี้แจงกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
- ต้องอธิบายเหตุผลของการปรับราคาให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าคุณก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพื่อรักษา ความไว้วางใจในระยะยาว